2012/Aug/03

          เบื่อๆ เลยมาเขียนบลอก ไม่ได้เข้ามาเขียนซะนานเลยน้อตอนนี้ เราก็ยังคงช่วยอาจารย์ทำนู่นทำนี่อยู่เรื่อยๆ และ อีกไม่กี่วันก็จะเริ่มเรียนพิเศษภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมสอบ IELTS ซะที 

          ตอนนี้สิ่งที่เป็นกระแส ก็คงจะหนีไม่พ้น โอลิมปิก (เมื่อหลายๆ เดือนก่อนก็ บอลยูโร)ใครๆ เขาก็ดูการถ่ายทอดกีฬา หรือ ติดตามผลการแข่งนักกีฬาที่ชื่นชอบกัน แต่เราขอสวนกระแส เพราะ ชีวิตแอบวุ่น และที่สำคัญฉันไม่ชอบกีฬานี่แหละ

          ตั้งแต่เล็กจนโต เราไม่เอาไหนด้านกีฬาจริงๆ กีฬาแทบทุกประเภทก็เรียนในวิชาพละ ตลอด 12 ปีตั้งแต่ประถม 1 จนจบมัธยม 6 วิชาพละเป็นวิชาที่เราได้เกรดน้อยที่สุดเสมอ กีฬาตัวไหนให้เล่นเป็นทีมและเราอยู่ในกลุ่มด้วยก็เตรียมตัวแพ้ได้เลย (แต่ถึงกระนั้นตอนป.1 ก็ยังอุตส่าห์ฟลุกวิ่งแข่งชนะเลิศในงานกีฬาสีได้เหรียญทอง กับสมัยป.6-ม.1 ก็เคยเข้าชมรมเปตองอยู่พักนึง แต่ก็ออกเพราะชีวิตไม่ก้าวหน้าเลยออกซะเลย 555+ [ไม่รู้สิ โค้ชก็อวยแต่พวกเก่งๆ อยู่นั่นเลยเบื่อ] )

          กีฬาที่เราเจอในโรงเรียนในชั้นเรียนได้แก่ : แบตมินตัน เทนนิส ปิงปอง วอลเลย์บอล เปตอง บอล บาสเก็ตบอล แฮนด์บอล ตะกร้อ ซอฟต์บอล กรีฑาลู่ กรีฑาลาน (เซอร์ไพรส์มากตอนสอบพุ่งแหลนเพราะพุ่งไกลถึงระดับสูงสุดทั้งๆที่ตอนซ้อมหัวปักอยู่ใกล้ๆกับจุดสตาร์ทเลย) ยิมนาสติก ว่ายน้ำ กระบี่กระบอง กิจกรรมเข้าจังหวะ ศิลปะป้องกันตัว ซึ่งจากกีฬาทั้งหมดมีกีฬาเดียวที่ทำให้เทอมนั้นพละได้เกรด 4 ซึ่งคงเป็นครั้งเดียว นั่นคือ เทอมที่เรียนกิจกรรมเข้าจังหวะ นอกนั้นวนเวียนอยู่ที่ไม่ 1 ก็ 2 เป็นหลัก จะขึ้นมา 3 ก็ตอนเรียนกรีฑา (ลู่) นี่แหละ แถมวิชาพละบางปีนอกจากสอบปฏิบัติสุดโหดแล้ว (เช่น กรณีสอบชู้ตลูกบาส ต้องชูตเข้า 5 ลูกผ่าน 10 ลูก เกรด 2....ไต่ระดับไปเรื่อยๆจนถึงเกรด 4 ก็แอบคิดในใจว่า จะบ้าหรือเปล่าวะทักษะของแต่ละคนแม่งไม่เท่ากันจะให้กูไปโอลิมปิคเรอะ ทำไมพละไม่ประเมินแค่ ผ่าน ไม่ผ่าน ไม่ต้องมีเกรดหนอ) ยังมีสอบข้อเขียนอีก (จำได้เลยในตอนเรียนปิงปอง ท่องกฏระเบียบการเล่นกันเข้าไป) เอิ่ม จะจริงจังไปไหน กูไม่ได้อยากเป็นนักกีฬาอาชีพเว้ย (ขนาดวิชา 1 หน่วยกิตนะเนี่ย) หรือ แม้แต่ตอนเรียน อาจจะเพราะเราเล่นกีฬาไม่เก่งเลยทำใจให้ชอบได้ยากด้วยมั้ง ก็เลยไม่ชอบตอนเรียนไปด้วย แถมกีฬาหลายๆตัวต้องหาอุปกรณ์การเรียนเองอีก เช่น ไม้แบต ไม้เทนนิส ยิ่งแพงก็ยิ่งเบา จับสบาย หรือ อย่างกระบี่กระบองตอนเราเรียน โรงเรียนมีกระบี่กระบองให้ แต่พอรุ่นน้องต้องหาซื้อเอง (เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเลยเพราะ ต่อให้อุปกรณ์ดีแต่คนเล่นห่วยเกรดก็ออกมาไม่ดี)

          อย่างไรก็ตามชิวสุด ในวิชาพละ คือ ช่วง1-2 อาทิตย์แรกของเปิดเทอม จะต้องทดสอบสมรรถภาพ ก็มีวิ่ง กระโดดไกล แรงบีบมือ บลาๆๆๆ ว่ากันไป (เขาว่าไม่มีผลกับคะแนน ???) แต่แน่นอนว่าผลการประเมินการทดสอบสมรรถภาพ ก็ออกมาไม่ดีทุกครั้งและเกรดวิชาพละก็ห่วยทุกครั้ง (ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจว่าจะทดสอบทำไม คนที่ผลการประเมินสมรรถภาพห่วยจะได้รับการตัดเกรดอีกแบบอะไรแบบนั้นหรือ ก็เปล่า เป็นต้น)

          กระโดดจากม.6 เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ดีใจมาก ที่จะไม่ต้องมาเจอพละทุกเทอมเสียที แต่ ก็ต้องเก็บวิชาพละ 2 ตัว ตัวละ 1 หน่วยกิต รวมเป็น 2 หน่วยกิต และที่เกือบแย่คือ รุ่นเราตอนวันปฐมนิเทศน์นิสิตใหม่เขาแจกคู่มือนิสิต ซึ่งลงรายละเอียดหลักสูตรไว้ปรากฏว่า เขาเอาหลักสูตรเก่ามาลง ในขณะที่ของเราเป็นหลักสูตรใหม่ปีแรก ซึ่งรายวิชาพละ ของเดิมลง 1 หน่วยกิต แต่ของรุ่นเราต้องลง 2 หน่วยกิตแอบคิดในใจว่า ถ้าฉันไม่เช็ควิชาจากเล่มหลักสูตรตัวจริง แล้วเรียนไม่จบทั้งรุ่นเพราะ พละ 1 ตัวนี่ อืมมมมมม 
 
          สำหรับพละในชีวิตมหาลัย แน่นอนว่า เราเลือกเรียนพละที่ตัวเองถนัดที่สุด คือ ลีลาศ และได้ A สมความตั้งใจ (อาจารย์ใจดี วิชาชิว และเป็นวิชาที่เข้าทางปืน และเป็นวิชาที่เราแนะนำต่อน้องๆ เพราะ ชิวจริงอะไรจริง ได้เกรดง่ายจริง คนไม่เคยเรียนลีลาศก็เรียนได้)ส่วนพละอีกตัว หันซ้ายหันขวา ลงแบตมินตันไป โชคดีจริงๆ เจออาจารย์ใจดี คือ อาจารย์ก็เห็นว่าเราไม่เคยขาดเรียน เวลาเขาให้เล่นเราก็เล่น แม้เราจะสอบท่าต่างๆได้ไม่ดี (ถึงขั้นตก เช่น สอบเสิร์ฟลูก สอบเดาะลูก) เกรดก็ยังออกมาไม่น่าเกลียดเกินไป (ตั้งปณิธานกับตัวเองว่า ถ้ามีอำนาจจะกลับไปแก้หลักสูตรให้พละเหลือตัวเดียวพอ (จะไม่เรียนเลยก็คงไม่ได้เพราะหลักสูตรคงไม่ยอมรับ) จะเรียนอะไรมากมาย คุณเลือกกีฬาที่ชอบที่สุดก็พอ จะได้ทำคะแนนดีๆ)
 
          แน่นอนว่า หลังจากจบแบดมินตันตอนเรียนมหาลัยตอนนั้นเราก็ไม่ได้ สัมผัสกับ พละศึกษาอีกเลย  
 
          คงเป็นโชคดีที่เราไม่ชอบกีฬาเพราะมันทำให้เรา ไม่ต้องนอนดึกเพื่อดูบอลเหมือนคนอื่น (แน่นอนว่าปัญหาการพนันอันเนื่องมาจากกีฬาก็ไม่มี) ไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์กีฬา ไม่ต้องเสียเงินซื้อกล่องเคเบิลทีวีเพื่อดูกีฬา ไม่เสียเงินซื้อหนังสือพิมพ์กีฬา แต่ในทางกลับกัน ก็เป็นเรื่องไม่ดี ต้องหาโอกาสออกกำลังกายบ้างเพราะ เอาแต่เรียนอย่างเดียว เลยป่วยบ่อยเสียค่าหมอค่ายาอีก ทุกวันนี้ออกกำลังกายอย่างมากก็เดินไปตึกโน้นตึกนี้ ยิ่งชีวิตเอาแต่เรียนแบบนี้ น้ำหนักเลยพุ่งน่ากลัวมาก ตอนเข้ามหาลัยน้ำหนัก 60 จบปริญญาตรีด้วยน้ำหนัก 65 ตอนนี้จบปริญญาโทด้วยน้ำหนัก 70 TT____TT

Comment

Comment:

Tweet